Support
www.4life4good.com
ปวันรัตน์ (081-562-5177 /088-578-2624)
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

การอ่่านค่า CD4

วันที่: 17-02-2014

 

ซีดี4 คืออะไร What are CD4 cells?

 

 

 

 ใครควรที่จะต้องเจาะเลือดหาเชื้อHIV

ผู้ที่ได้รับเลือดและหรือน้ำเหลืองก่อนปี คศ.1970-1980
รักร่วมเพศ
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่ได้ป้องกัน
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HIV
มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น
ผู้ที่มีคู่ขาหลายคน

ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เข่นซิฟิลิส หนองใน
ผู้ติดยาเสพติดเข้าเส้น
คนท้อง

 

ความสำคัญของการวินิจฉัย

    หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV   ไม่กล้าเจาะเลือดเพราะเข้าใจผิดว่าไม่สามารถรักษาหรือป้องกันได้ หากท่านรอจนกระทั้งเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสจึงรู้ว่าเป็นโรค aids โอกาสที่จะรักษาและป้องกันก็จะน้อยลง ดังนั้นท่านที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อ HIV เช่นใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น มีเพศสัมพันธ์กับคู่ขาหลายคนโดยที่ไม่ได้ป้องกัน รักร่วมเพศ จะต้องรีบตรวจหาเชื้อ หากผลเลือดให้ผลบวกจะได้รับยาที่      ชลอการเกิดโรคAIDS  และยาที่ลดการติดเชื้อฉวยโอกาสหากท่านไม่เจาะรอจนกระทั้งเป็น AIDS ภูมิคุ้มกันของท่านรวมทั้งระบบ อวัยวะภายในจะถูกทำลาย

การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอดส์ทำได้ 2 วิธี
           1. ตรวจจากแอนติเจน วิธีนี้สามารถทำได้ช่วง 7 - 14 วัน หลังจากมีความเสี่ยง ว่าจะให้ผลบวกหรือลบ    เช่น  วิธี  PCR  แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างจะสูง
           2. ตรวจจากแอนติบอดี้ วิธีนี้สามารถทำได้ช่วง 8 สัปดาห์ขึ้นไป หลังจากมีความเสี่ยง ว่าจะให้ผลบวกหรือลบ ค่าใช่จ่ายจะถูกกว่า แต่ถ้าจะให้แน่นอน หลัง 3  เดือนขึ้นไปจะเชื่อถือได้ดีสุด

   รูปแบบการตรวจ
          1.     การตรวจขั้นต้น เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานโรคต่อเชื้อนั้นซึ่งราคาถูก สะดวก รวดเร็ว    มีความไวสูง และให้ผลที่น่าเชื่อถือได้มากกว่า 99.5 ถ้าผลเลือดเป็นบวกจะต้องได้รับการตรวจยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
           2.     การตรวจยืนยัน  เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการวินิจฉัยโรคจากการตรวจขั้นต้นว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีจริงหรือไม่      

 

  การตรวจภูมิคุ้มกันชนิด CD4

   เม็ดเลือดขาวก็จะประกอบไปด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นสามชนิดใหญ่ๆคือ ลิมโฟไซต์
   (Lymphocyte) โมโนไซต์ (Monocyte) และ แกรนูโลไซต์ (Granulocyte)
     ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes ) แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆได้อีก คือ
     ทีลิมโฟไซต์ (T lymphocyte)
     บีลิมโฟไซต์ (B lymphocyte) และ
    เอนเคเซลล์  (NK cell)
              
   ทีลิมโฟไซต์ ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสามชนิดย่อยคือ 
   แกมม่าเดลต้าทีลิมโฟไซต์ (gamma-delta T lymphocyte) 
   ซีดีแปด ทีลิมโฟไซต์ (CD8 T lymphocyte หรือเรียกอีกชื้อได้ว่า
 Suppresor T lymphocyte) 
   ซีดีสี่ ทีลิมโฟไซต์ (CD4 T lymphocyte หรือเรียกอีกชื้อได้ว่าว่า Helper T lymphocyte)

ซึ่งตัวซีดีสี่ (CD4 หรือ T Helper ) นี่ล่ะเป็นตัวที่เราต้องให้ความสนใจมากที่สุดเพราะเป็นเซลล์ที่เชี้อเอชไอวีเข้าไปโจมตีทำลาย เซลล์ตัวนี้มีความสำคัญตรงที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวควบคุมระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมด พอเซลล์นี้ถูกทำลายไป ระบบภูมิคุ้มกันก็ทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆได้ เมื่อร่างก่ายติดเชื้อโรคเหล่านี้เข้าพร้อมๆกันก็จะเกิดเป็นโรคเอดส์ในที่สุด

   การตรวจหาจำนวนของซีดีสี่ จึงเป็นตัวช่วยบ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังทำงานดีอยู่ไหม และเชื้อเอชไอวีทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ไปจนถึงเวลาที่ต้องรับยาต้านไวรัสหรือยัง

   CD 4 คือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เป็นตัวหลักในการกำจัดและควบคุมเชื้อโรคนานาชนิด อีกทั้งมีบทบาทในการสร้างสารภูมิคุ้มกันในร่างกายใช้เป็นอาวุธต่อสู่กับเชื้อโรคด้วย การตรวจ CD 4 คือการตรวจเลือด
   เพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD 4 ในเลือด 1 ไมโครลิตร ( ประมาณ 1 หยด ) โดยทั่วไปคนที่มี
   ภูมิคุ้มกันปกติจำนวน CD 4 ประมาณ 700 cells/mm3 ขึ้นไป ถ้าหากผลการตรวจ CD 4 มีค่าน้อยกว่า 200 cells/mm3  ก็ถือว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง         

    ปัจจุบันเราใช้ปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte และปริมาณเชื้อ viral load หรือ 
 HIV RNA มาเป็นตัวบอกระยะและพยากรณ์ของโรค
   ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte มากว่า 500 cells/mm3 จะมีโอกาสเสี่ยงต่ำในการเกิดโรคเอดส์และโรคแทรกซ้อนอื่นใน 3 ปี
   ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte 200-500 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงปานกลาง
   ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte <200 cells/mm3  จะมีความเสี่ยสูง         
   การเจาะตรวจ CD4-T lymphocyte ควรจะเจาะทุก 3-6 เดือนขึ้นกับสภาพของผู้ป่วย ผู้ที่เจาะได้เซลล์ปริมาณน้อยก็ต้องเจาะถี่ ส่วนผุ้ที่มีเซลล์มากก็เจาะทุก 6 เดือน

 

การอ่่านค่า CD4

 
CD4 คือ CD4 cells ถูกเรียกว่า T-cells หรือ T-helper cells เป็น cell เม็ดเลือดขาวซึ่งจัดระบบภูมิต้านทานของร่างกายต่อการติดเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา และ ไวรัส 
 
      มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณ CD4 ดังนี้
1. ผู้หญิงมี CD4 สูงกว่าผู้ชาย ประมาณ 100
2. CD4 ของผู้หญิงจะขึ้นและลงในช่วงที่มีประจำเดือน
3.ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดจะทำให้ CD4 ลดลงได้
4. คนที่สูบบุหรี่จะมีแนวโน้มที่มี CD4 สูงกว่าปกติ ประมาณ 140
5. CD4 จะลดระดับลงในขณะที่ร่างกายพักผ่อน และลดลงได้มากถึง 40%
6.หลับสนิทจะมี CD4 ที่ต่ำในช่วงเช้า แต่จะมี CD4 ที่สูงขึ้นในช่วงบ่าย
 
ปัจจัยที่กล่าวมาไม่ทำให้เกิดความแตกต่างในการต่อต่านเชื้อโรคของระบบภูมิต้านทาน เนื่องจาก
CD4 ส่วนน้อยที่อยู่ในกระแสเลือด ส่วนที่เหลืออยู่ใน lymph nodes และ เนื้อเยื่อ และ การขึ้นลงที่กล่าวมาข้างบนนั้นอาจจะเกิดจากการย้ายตัวของ CD4 ระหว่าง เลือด และ เนื้อเยื่อ
 
    ปริมาณ CD4 ในกลุ่มคนที่มีเชื้อ HIV
หลังจากที่ติดเชื้อ HIV ระดับ CD4 ของผู้ติดเชื้อมีโอกาสลดลง ก่อนที่เริ่มคงที่ ที่ระดับ 500-600 มีข้อสังเกตว่าคนที่ CD4 ลดลงอย่างมากในช่วงติดเชื้อใหม่และไม่สามารถรักษาระดับที่คงที่ได้ มีแนวโน้มที่จะมีอาการของโรคเร็วกว่าปกติ ถึงแม้ว่าร่างกายคุณจะปกติ และไม่มีอาการของ HIV แต่ CD4 นับล้านๆ ได้ติดเชื้อ HIV และ ถูกทำลาย ลงทุกวัน และ มีอีกนับล้านๆ cells เช่นกันที่ถูกสร้างใหม่เพื่อทดแทน
 
อย่าง ไรก็ตาม เป็นที่คาดกันว่า คนที่เป็น HIV แต่ยังไม่ได้รับการรักษา ระดับ CD4 จะลดลงประมาณ 45 เซลล์ในทุกๆ 6 เดือน โดยเฉพาะคนที่ยัง CD4 ที่สูงอาจจะมีแนวโน้มที่ CD4 จะลดลงในระดับที่มากกว่า
 
ระดับ CD4 ระหว่าง 200-500 แสดงให้เห็นว่าระบบภูมิต้านทานของร่างกายได้ถูกทำลายแล้ว
 
การ ลดลงอย่างมากของ CD4 เป็นสัญญาณของอาการที่จะเกิดขึ้นก่อน 1 ปี ก่อน กลายเป็นป่วยโรคเอดส์ และ แนะนำให้ตรวจ CD4 อย่างสม่ำเสมอเมื่อ CD4 ต่ำกว่า 350
 
ระดับ CD4 เป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจเพื่อป้องกันโรคบางอย่างที่เกี่ยวเนื่อง กับ HIV ตัวอย่างเช่น ระดับ CD4 น้อยกว่า 200 ควรจะป้องกันอาการโรคปอดอักเสบ พีซีพี
 
ระดับ CD4 อาจจะผันผวนได้ ดังนั้นไม่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจเพียงครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ควรดูแนวโน้มของ CD4 ในการตรวจในช่วงที่เพิ่งผ่านมามากกว่า
 
ถ้าระดับ CD4 ของคุณยังสูงและยังไม่ได้รับยาต้าน คุณอาจจะเพียงแค่ตรวจซ้ำทุก 2-3 เดือน ก็เพียงพอ
 
อย่าง ไรก็ตาม ถ้าระดับ CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว และ คุณรู้สึกไม่สบาย และ คุณอยู่ในโครงการทดลองทางการแพทย์หรือรับยาต้านแล้ว คุณควรจะตรวจ CD4 ให้บ่อยขึ้น
 
        การอ่านค่า CD4 ในแบบเปอร์เซ็นต์
บางครั้งแพทย์จะทำการนับ CD4 แบบเปอร์เซ็นต์ คือ มีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์จากจำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมด โดยทั่วไปสำหรับคนที่มีภูมิต้านทานปกติ จะมี CD4 อยู่ที่ 40% แต่ถ้า อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 14% จะบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการป่วยที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ เทียบเท่ากับ CD4 ระดับ 200
 
         ระดับ CD4 และการรักษา HIV
ระดับ CD4 จะช่วยกำหนดการเริ่มรับยาต้านไวรัส HIV และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการรักษาได้ผลหรือไม่
 
เมื่อระดับ CD4 ของคุณต่ำกว่า 350 แพทย์จะเริ่มแนะนำให้คุณรับยาต้านไวรัส ซึ่งในระดับนี้ยังขึ้นอยู่กับคุณว่าต้องการรับยาต้านหรือไม่
 
แต่ ถ้า CD4 อยู่ที่ 200-250 คุณควรจะต้องรับยาต้านไวรัส เนื่องจากระดับ CD4 บ่งชี้ว่าคุณมีความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับ เอดส์
 
แต่ถ้าคุณรอจนกระทั้ง CD4 อยู่ในระดับต่ำกว่า 200 คุณมีแนวโน้มที่ตอบสนองต่อยาต้านไวรัสได้น้อย ในขณะที่คนที่มี CD4 มากว่า 350 จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆเลยถ้าบุคคลนั้นรับยาต้านไวรัส
 
เมื่อคุณ เริ่มรับยาต้านแล้ว ระดับ CD4 จะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่ถ้าระดับ CD4 ยังคงลดลงในการตรวจหลายๆครั้ง คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผิดปกติในการรักษา
 
อันนี้เป็นค่ามาตรฐานของห้องแลป รพ. บำราศนราดูร
ค่า CD4 ของคนปกติ = 529 - 1,351
ค่า CD4% ปกติ = 29 - 41%
 
 
การตรวจ CD4 ในหลักสูตรเทคนิคการแพทย์
Absolute CD4 = (%CD4 * WBC * %Lymphocyte ) / 10000
ค่าปกติในหญิงช่วงค่าประมาณ 410-1264 ในคนธรรมดาไม่เป็นH
ค่าปกติในชายช่วงค่าประมาณ 470-1404 ในคนธรรมดาไม่เป็นH
 
ฉะนั้นค่าจะไม่เหมือนกัน เพราะยังขึ้นกับ เม็ดเลือดขาว มีกี่เม็ดในเลือด กับ % Lymp ก็ไม่เท่ากัน
บางคน มี เม็ดเลือดขาวเยอะ 10000 บางคนน้อยมาก 3000
 
ค่าปกติเม็ดเลือดขาว หรือ WBC คือ ประมาณ 5000-10000 cells/cu.mm.
ส่วนค่า % Lymp จะไม่เหมือนกัน บางคน สูง บางคนต่ำ 
ค่าปกติ ของ % Lymp อยู่ในช่วงประมาณ 19-48 %
ฉะนั้น มันต้องดู ค่าทั้ง 3 อย่าง เเละนำไปใส่สมการสูตรคำนวณออกมา เพราะฉะนั้น ค่าที่เป็น Absolute CD4 นั่นเเหล่ะเป็นค่าที่นำไปเป็นเกณฑ์การรับยาต้านไวรัส ถ้าต่ำกว่า 200 ลงมา ก็ทานยาได้ไปหาหมอขอยาต้านได้เลย
ถ้ายังสูง มากกว่า 200 ก็อย่าเพิ่งกินยาต้าน ให้รักษาตามอาการเเทรกซ้อนด้วยยาเฉพาะโรคอื่นๆไปก่อน 
 
ทีนี้เรามาดู ค่าอื่นๆ ในการตรวจ CBC กันบ้าง
+ Neutrophils (NEUT) ค่าปกติ 40 - 74 % : จะพบสูงขึ้นในภาวะติดเชื้อจำพวกแบคทีเรีย 
 
+ Lymphocytes (LYMP) ค่าปกติ 19 - 48 %: จะพบสูงขึ้นในภาวะที่มีการติดเชื้อไวรัสอย่างเฉียบพลัน หรือภาวะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่เรื้อรัง 
 
+ Monocytes (MONO) ค่าปกติ 3 - 9 %: จะพบสูงขึ้นในผู้ที่อยู่ในระยะฟื้นจากการติดเชื้อทั่วไป 
 
+ Eosinophils (EOS) ค่าปกติ 0 - 9 %: จะพบสูงขึ้นในภาวะที่มีภูมิแพ้ (Allergy), ภาวะที่มีพยาธิในร่างกาย 
 
+ Basophils : ค่าปกติ 0 - 2 % จะค่าสูงในพวกเป็นภูมิแพ้ต่างๆครับ
 
+ ค่าPlatelet Count (PLT) คือการนับจำนวนของเกร็ดเลือดต่อ mL ในเลือด ค่าปกติ 130,000 - 400,000 cells /m 
(เกร็ด เลือดมีความจำเป็นที่ทำให้เลือดแข็งตัว) ถ้าต่ำกว่า 100,000/mL ถือว่าน้อยไปอาจทำให้เลือดหยุดยาก ตรงกันข้ามถ้ามากไป คือสูงกว่า 400,000/mL จะทำให้เลือด แข็งตัวได้ง่ายขึ้น และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด 
 
 การ์ตูนความรู้ภูมิคุ้มกัน CD4
 

 

 

 

 

 

 

สนใจเข้าร่วมธุรกิจ ติดต่อ ปวันรัตน์ (อู๊ด) 081-562-5177 Line ID : 4life4good