Support
www.4life4good.com
ปวันรัตน์ (081-562-5177 /088-578-2624)
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

ความรู้เรื่องยาต้าน

วันที่: 17-02-2014

ยารักษาโรคเอดส์ (ยาต้านเชื้อเอชไอวี)
  

 คำถาม ปัจจุบัน ยารักษาโรคเอดส์ ให้หายได้ไหม?
   โรคเอดส์เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งมีสาเหตุจากเชื้อ ไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่า human  immuno-  deficiency virus หรือแปลความหมายเป็นไทยว่า ไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์บกพร่องผิดปกติ ไม่สมบูรณ์  ทั้งนี้เพราะไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือด ขาวชนิดทีลิมโฟไซต์  (T-lymphocyte) หรือเม็ดเลือด ขาวซีดี4 ทำให้มีปริมาณลดลงเรื่อยๆ ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน ของร่างกายลดน้อยลง จนไม่สามารถปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย (โรคติดเชื้อ ฉวยโอกาส) เกิดภาวะแทรกซ้อน และถึงแก่ชีวิตในที่สุด

     ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามรณรงค์เพื่อลดการเกิดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้ลดน้อยลงกว่าในอดีต
   พร้อมทั้งได้บรรจุการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ในโครงการประกัน สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านเชื้อไวรัส เอชไอวีมากขึ้น ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดอัตราการตายก่อนเวลาอันควร ลงได้เป็นอันมาก แต่เนื่องจากปริมาณผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในประเทศไทยมีจำนวนมาก   จึงเป็นปัญหาสุขภาพและสาธารณะหนึ่งที่สำคัญและมีระดับความรุนแรงอย่างมากต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ ทั้งด้านการดูแลรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่าย เศรษฐกิจ จิตใจ และคุณภาพ ชีวิตของสังคมไทยทั้งประเทศ

   ยารักษาโรคเอดส์ (หรือยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี)  

ไวรัสเอชไอวีเป็นเชื้อที่ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย  โดยเชื้อชนิดนี้จะมีความจำเพาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ชื่อทีลิมโฟไซต์ ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่คุ้มกันป้องกันและทำลายการติดเชื้อโรคหรือสิ่ง แปลกปลอมชนิดต่างๆ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ที่เยื่อหุ้มเซลล์จะมีส่วนประกอบที่เรียกว่าซีดี4 ซึ่งเป็นตำแหน่ง สำคัญที่จำเพาะต่อการเกาะตัวของอนุภาคของไวรัสเอชไอวี ดังนั้นจึงอาจเรียกทีลิมโฟไซต์ว่าเม็ดเลือดขาว ชนิดซีดี4

   เมื่อเริ่มติดเชื้อใหม่ๆ จำนวนเชื้อไวรัสยังมีไม่มาก ก็ จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนในร่างกายมากขึ้นๆ ด้วยการทำลาย ทีลิมโฟไซต์ชนิดนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานไม่ดี  การเพิ่มจำนวนของไวรัสด้วยการทำลายเซลล์ทีลิมโฟไซต์ ก็จะยิ่งมีมากขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนไวรัสมากขึ้น ดังนั้น การตรวจหาระดับความรุนแรงของโรคเอดส์ จึงสามารถตรวจด้วยการตรวจหาปริมาณทีลิมโฟไซต์ หรือเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4 (CD4 + T-cell) ที่เรียกว่า   "ระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4" ซึ่งถ้ามีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีรุนแรงมากขึ้น ระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4 ก็จะมีปริมาณลดต่ำลงเรื่อยๆ

   ในทางตรงกันข้ามอาจตรวจวัดระดับความรุนแรงของโรคเอดส์ได้จากปริมาณไวรัส ซึ่งเรียกว่า   การตรวจหาปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (viral load) ซึ่งถ้ามีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีรุนแรงมากขึ้น ปริมาณไวรัสชนิดนี้ในกระแสเลือดก็จะมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4 เสมอ ยาที่มีการวิจัยและค้นพบเพื่อนำมาใช้ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดแรกคือ เอแซดที (AZT หรือZidovudine หรือ ZDV) ซึ่งเริ่มใช้ปี พ.ศ.๒๕๓๐ และมียาชนิดใหม่ๆ ตามมาอีกเป็นจำนวนมากที่นำมาใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยโรค เอดส์ เช่น Stavudine (d4T) Didanosine (ddI) Lamivudine  (3TC) Abacavir (ABC) Tenofovir (TDF) Nevirapine (NVP) Efavirenz (EFV) Lopinavir (LPV) Ritonavir (RTV) Saquinavir (SQV) Indinavir (IDV) เป็นต้น
        
   ยาออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างไร
  

ปกติเชื้อไวรัสเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะตรงไปที่เซลล์ทีลิมโฟไซต์เพื่อเริ่มกระบวนการติดเชื้อและทำลาย เซลล์ ด้วยการแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ พร้อมทั้งสั่งให้เซลล์สร้างองค์ประกอบของไวรัส ไม่ว่าจะเป็น RNA 
โปรตีน หรือเยื่อหุ้ม ฯลฯ เมื่อสร้างองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้เรียบร้อย ก็นำส่วนต่างๆ มาประกอบกันเป็น อนุภาคเป็นตัวของไวรัสเอชไอวีจำนวนมหาศาล และ    ซึมออกนอกเซลล์ ไปติดเชื้อเซลล์อื่นต่อไป เซลล์ทีลิม-โฟไซต์ ที่ถูกติดเชื้อแล้วก็จะตายไป

   ขั้นตอนการสร้างองค์ประกอบของไวรัสภายในเซลล์ มีขั้นตอนที่สำคัญต่อการออกฤทธิ์ของยาคือขั้นตอนการสร้างสายพันธุกรรม RNA ที่ต้องอาศัยเอนไซม์ reverse transcriptase และขั้นตอนการตัดย่อยสายโปรตีนให้มีขนาดเหมาะสมซึ่งต้องอาศัยเอนไซม์โพรเทส (protease) เอนไซม์ทั้ง ๒ ชนิดนี้เป็น
   จุดสำคัญที่ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอชไอวี
  ยาที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีจึงแบ่งได้เป็น   ๒ กลุ่มคือ ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase และยาที่ยับยั้งเอนไซม์โพรเทส
   ตัวอย่างยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcrip-tase ได้แก่ Stavudine (d4T) Didanosine (ddI) Lamivudine (3TC) Abacavir (ABC) Tenofovir (TDF) Nevirapine (NVP Efavirenz (EFV) เป็นต้น

   ตัวอย่างยาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีฤทธิ์ต่อเอนไซม์โพรเทส ได้แก่ Lopinavir (LPV) Ritonavir (RTV)  Saquinavir (SQV) Indinavir (IDV) เป็นต้น
   นอกจากยาทั้ง ๒ กลุ่มนี้แล้วปัจจุบันยังมียาใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเกาะติดของไวรัสที่เยื่อหุ้มเซลล์ของทีลิมโฟไซต์คือ ยา Enfuvirtide ซึ่งมีใน     รูปแบบของยาฉีด และจะใช้เป็นตัวเลือกสุดท้าย กรณีที่มีการดื้อยาชนิดอื่นๆ แล้วเท่านั้น

   ในห้องวิจัยและพัฒนายาหลายแห่งทั่วโลกกำลังมุ่งพัฒนายาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและความหวังในการรักษาโรคเอดส์ และคาดว่าอนาคตอันใกล้นี้อาจมียาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดใหม่ๆ ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ใหม่ๆ มีประสิทธิภาพที่ดี ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย ดีกว่ายาเดิม มาใช้กับผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเพิ่มขึ้น

   หลักการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดี
  

เนื่องจากยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีมีผลลดจำนวนเชื้อไวรัสให้น้อยลง พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวซีดี4    เพิ่มมากขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น โอกาสที่จะ ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสก็จะลดลง และสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มียาที่ทำให้หายขาด ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่เริ่มใช้ยาจึงต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อยับยั้งเชื้อ ควบคุมไม่ให้เชื้อ เพิ่มจำนวนมากขึ้น
   และจะต้องใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี อย่างน้อย ๓ ชนิด เพื่อให้เกิดผลดี ทั้งยังต้องกินยาตรง เวลาสม่ำเสมอทุกวัน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการดื้อยาได้ง่าย เพราะถ้าเกิดการดื้อยาแล้ว  ผู้ป่วยจะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นๆ ที่ให้ผลการรักษาเท่าเทียมกันหรือด้อยกว่า แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงกว่ากันมาก ทั้งยังอาจมีอาการอันไม่พึงประสงค์ หรือผลข้างเคียงจากยาที่พบได้บ่อยกว่าและ/หรือมีอาการข้างเคียงที่รุนแรงกว่าด้วย

   ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ป่วยควรได้มีความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ จำนวนและขนาดของเม็ดยา เวลาที่ใช้ยา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ และมีความพร้อมในการปฏิบัติตามการใช้ยาอย่างถูกต้อง  ตรงเวลา และสม่ำเสมอ 
พร้อมทั้งจะต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อให้ยาได้ผลดี ประหยัด และปลอดภัยต่อผู้ติเชื้อ ซึ่งสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้
   ๑. การเริ่มใช้ยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
   ๒. ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ต้องมีค่าระดับเม็ดเลือดขาวซีดี4 ต่ำกว่า ๒๐๐ หรือเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการอื่นๆ
        ผิดปกติ อันใดอันหนึ่งของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
   ๓. ผู้ใช้ยาควรมีความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้อย่างชัดเจน และมีความพร้อมปฏิบัติตาม
        การใช้ยาอย่างถูกต้อง ตรงเวลา สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
   ๔. ต้องใช้ยาอย่างน้อย ๓ ชนิดร่วมกัน ตามคำแนะนำของแพทย์
   ๕. ผู้ใช้ยาควรมีความรู้ถึงผลดีของการรักษา และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อเฝ้าระวัง สังเกต
       และดูแลตนเองขณะใช้ยา หรือไปพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้น
      
การตรงต่อเวลาในการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี
  

จากการศึกษาพบว่า ถ้าผู้ป่วยใช้ยากลุ่มนี้ไม่ตรง ตามเวลาตั้งแต่ร้อยละ ๕ ขึ้นไปก็อาจทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นได้   
   ดังนั้นจึงควรใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่าง สม่ำเสมอและตรงเวลา เพื่อคงประสิทธิภาพที่ดีของยาต่อไป   ไม่เกิดการดื้อยา
   ตัวอย่างเช่น การใช้ยาวันละ ๒ ครั้ง โดยให้ห่าง กัน ๑๒ ชั่วโมง ถ้าใช้ยามื้อเช้ามื้อแรกเวลา ๐๘.๐๐ น.  (แปดโมงเช้า) มื้อที่ ๒ ก็ควรใช้เวลา ๒๐.๐๐ น. (๒ ทุ่ม) เป็นต้น
        
รู้ได้อย่างไรว่าใช้แล้วได้ผลหรือไม่?
   เมื่อเริ่มใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่างถูกต้องและ เหมาะสมไปแล้วสักระยะหนึ่ง จะสังเกตว่ายาเริ่มเห็นผล    ได้จากน้ำหนักตัวที่เริ่มเพิ่มขึ้น โรคฉวยโอกาสที่เคยเป็นจะมีอาการดีขึ้นและลดความรุนแรงลงหรือไม่มี
   ระดับเม็ดเลือดขาวซีดี4 มีปริมาณเพิ่มขึ้น ปริมาณไวรัสในเลือด ลดน้อยลง และคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น
   ซึ่งมีรายงานว่า มีผู้ป่วยที่ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและมีอายุยืนยาว จนถึงปัจจุบันก็เกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว และยังสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ 
      
 ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย
   อาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ผื่นลมพิษ เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อบุปากอักเสบ หายใจขัดหรือหอบ เป็นต้น
   ซึ่งยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่พบอาการข้างเคียงได้บ่อยที่สุดคือ เนวิราพิน (Nevirapine, NVP)
   ซึ่งแก้ไขด้วยการเริ่มใช้ยาชนิดนี้ขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติเป็นระยะเวลา ๒ สัปดาห์ ถ้าไม่เกิดปัญหาใดๆ  ก็จะเพิ่ม ขนาดของยาให้เป็นขนาดปกติ

   นอกจากนี้ อาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น     ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอน  ไม่หลับ ฝันร้าย เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเป็นในช่วงแรกของการใช้ยา และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน ๒ เดือน
   แต่ถ้ามีอาการซีด ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ชาปลายมือปลายเท้า นิ่วในไต น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันกระจายตัวผิดปกติ (ลงพุง ไขมันพอกที่ต้นคอ หน้าอก แต่หน้าตอบและแขนขาลีบ)
   โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อที่เริ่มยาต้านฯ เมื่อซีดี4 ต่ำมาก ก็ควรกลับไปปรึกษาแพทย์
        
   วัคซีนรักษาโรคเอดส์
วัคซีนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคเอดส์ ซึ่งมีข่าวความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับต่างประเทศ เมื่อหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาวัคซีนชนิดนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ของชาวโลก  ข้อมูลปัจจุบันพบว่า การทดลองใช้วัคซีนโรคเอดส์ ยังไม่ค่อยได้ผลดีในระดับที่น่าพอใจนัก คงต้องรอคอยเวลาให้กับนักวิจัยและพัฒนาวัคซีนต่อไปในอนาคต
        
   
   ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ดี มีประโยชน์ แก่ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
   ซึ่งจะต้องได้รับคำปรึกษาเรื่องการเริ่มใช้ยา การใช้ยาที่ดี และการติดตามการใช้ยากับแพทย์ บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของผู้ป่วยในการใช้ยาอย่าง ถูกต้อง ตรงเวลา เหมาะสม และอย่างต่อเนื่องสม่ำ-เสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาส สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เป็นกำลังของชาติสืบไป

 

   การรักษา

   เมื่อ 5 ปีก่อนผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะเสียชีวิต แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนารักษาไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยา ร่วมกันทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อน ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรจะปรึกษาแพทย์เสียแต่เนินเพื่อวางแผนการรักษา เชื้อ HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์ CD4 เมื่อภูมิคุ้มกัน
อ่อนแอก็จะเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาส   
   การรักษาโดยการให้ยาต้านไวรัสเป็นเพียงหยุดหรือทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวลดลง ทำให้โรคไม่ลุกลามจนกลาย เป็นเอดส์ ข้อมูลที่จะนำเสนอเป็นข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษา

   เลือกแพทย์และโรงพยาบาลที่รักษา 
   ปัจจัยข้อหนึ่งที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จคือแพทย์ผู้รักษาและโรงพยาบาล ทีมงานทางการแพทย์ต้องมีคุณภาพ ต้องเข้าใจปัญหาที่ผู้ป่วยต้องประสบอยู่ทุกวัน ต้องวางแผนการรักษา ให้ความรู้  การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ การป้องกันผู้อื่นมิให้ได้รับเชื้อจากตัวผู้ป่วย

   ผู้ที่ติดเชื้อมักจะมีปัญหาร่วมด้วย เช่นปัญหาทางด้านจิตใจ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต  และปัญหาสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถปรึกษากับทีมงานที่รักษา แจะต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน

 เข้าใจหลักการรักษา

   ผู้ป่วยโรคเอดส์มีปัญหาคือเชื้อ HIV ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งสร้างโดย CD4 Cell    
   เมื่อเชื้อมีปริมาณมาก เซลล์ CD4 Cell ก็จะต่ำ ควรเริ่มการรักษาก่อนที่ภูมิจะถูกทำลาย นอกจากดูจำนวน  CD4 Cell  แล้วยังต้องดู viral load คือดูปริมาณเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดนั้นเอง viral load  มากเชื้อในร่างกายก็จะมากอวัยวะก็ถูกทำลายมากและเร็วและยังเกิดการกลายพันธ์ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่าย
   ดังนั้นเป้าหมายการรักษาจะต้องให้ปริมาณเชื้อในร่างกายมีน้อยที่สุด (viral load น้อยที่สุด)

   การรักษาจะใช้ยาร่วมกันหลายชนิดเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา    
   โปรดจำไว้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาอย่าหยุดยาชนิดใดชนิดหนึ่งโดยลำพังให้ปรึกษาแพทย์เปลี่ยนยาเพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อยา

   การเลือกใช้ยารักษา 
   การจะเลือกใช้ยารักษาขึ้นกับปัจจัยดังต่อไปนี้

ปริมาณเซลล์ CD4 และปริมาณเชื้อHIV ( viral load )
ประวัติการรักษาโรคติดเชื้อ HIV
ปริมาณยาที่ใช้และราคายา
ผลข้างเคียงของยา
การออกฤทธิ์ต้านกันของยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  ภก.วิรัตน์ ทองรอด มูลนิธิหมอชาวบ้าน

 

 

 

สนใจเข้าร่วมธุรกิจ ติดต่อ ปวันรัตน์ (อู๊ด) 081-562-5177 Line ID : 4life4good