Support
www.4life4good.com
ปวันรัตน์ (081-562-5177 /088-578-2624)
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

การตรวจหาปริมาณเชื้อในเลือด

วันที่: 12-05-2014

 

 

 การตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด(HIV-1 viral load test) คืออะไร

 
 
คือการตรวจวัดปริมาณเชื้อ เอช ไอ วี ในเลือด รายงานผลเป็น จำนวนเชื้อเอชไอวีต่อเลือดหนึ่งมิลิลิตร(Copies/ml) หรือ เป็นจำนวนล็อกฐาน 10(log 10 copies/ml) ประโยน์ในการติดตามผลการรักษา โดยทั่วไปจะตรวจควบคู่กับการตรวจนับจำนวน CD4

ในกรณีผู้ป่วยที่ยังไม่ได้ เริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัส อาจจะมีปริมาณไวรัสในเลือดจำนวนมากถึงหลายล้านตัวต่อเลือดหนึ่งมิลิลิตร ถ้าผลการรักษาดี ปริมาณไวรัสจะลดลงเหลือดน้อยที่สุดและกดไวรัสให้ได้นานที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ CD4 เพิ่มมากขึ้นซึ่งมีบทบาทกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานของร่างกายเป็นผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อนน้อยลง ทำให้ผู้มีชีวิตยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

วิธีการตรวจวัดปริมาณไวรัสเอชไอวีในเลือดมีหลายวิธี ถ้าตรวจด้วยหลักการเดียวกันแต่ต่างยี่ห้อกันในเชิงสถิติแสดงควาสอดคล้องกันของผลการทดสอบก็สามารถใช้ประกอบการติดตามการรักษาทดแทนกันได้ ดังนั้นหลักการที่ใช้ในการตรวจวัดปริมาณ HIV มีหลายหลักการหรือหลายเทคนิคการตรวจ ดังนี้

หลักการพีซีอาร์(RT-PCR, Reverse Transcriptase Polymerase Chain Reaction)
หลักการบีดีเอ็นเอ(bDNA, branched DNA)
หลัการนาสบา(NASBA, Nucleic Acid Sequence Based Amplification)
หลักการเรียลไทม์ พีซีอาร (Realtime PCR)
ถึงแม้การตรวจตัวอย่างเดียวกัน ต่างหลักการกันให้ผลการตรวจปริมาณไม่เท่ากัน การนำผลไปใช้ จะดูการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไวรัสเอชไอวีในเลือดจากค่าเดิม ตั้งแต่ 3 เท่า หรือ 0.5 log 10 copies/ml. ขึ้นไป ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
 

ไวรัสโหลด(Viral load) คืออะไร 

 

Viral load หมายถึงปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งในที่นี้คือปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือดนั่นเอง  การ มีเชื้อเอชไอวีในเลือดมากอาจมีผลให้จำนวน CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่อาการของโรคจะรุนแรงขึ้น หรืออาจทำให้เกิดกลุ่มอาการโรคเอดส์ขึ้น 
ในผู้ป่วยที่รับยาต้าน ไวรัสมักจะพบว่าจำนวน CD4 เพิ่มขึ้น ร่วมกับการลดลงของปริมาณไวรัส การติดตามปริมาณไวรัสจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ผลดีมาก น้อยเพียงไร 
 
การตรวจหาปริมาณไวรัสคืออะไร 
 
การ ตรวจหาปริมาณไวรัส เป็นการประมาณจำนวนเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในของเหลว เช่นน้ำเหลือง เลือด ซึ่งทำได้โดยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี ซึ่งเรียกว่า HIV RNA 
 
ผลการตรวจหาปริมาณไวรัสจะแสดงเป็น จำนวน copies ของ HIV RNA ต่อมิลลิลิตร (หมายถึงจำนวนชิ้นส่วนพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี ซึ่งมีความใกล้เคียงกับจำนวนไวรัส) ตัวอย่างเช่น ปริมาณไวรัส 200 จะเขียนเป็น 200 copies/ml อย่างไรก็ตามแพทย์มักจะอธิบายผลปริมาณไวรัสโดยใช้เพียงตัวเลขเท่านั้น 
 
การ ตรวจหาปริมาณไวรัสสามารถทำได้หลายวิธี การตรวจด้วยวิธีต่างๆจะใช้วิธีการที่ต่างกันในการหาจำนวนของเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้จะให้ผลที่เชื่อถือได้ใกล้เคียงกัน โดยแสดงผลเป็นปริมาณไวรัสต่ำ ปานกลาง หรือสูง วิธี PCR (polymerase chain reaction) เป็นหนึ่งในหลายๆวิธีที่นำมาใช้อย่างแพร่หลาย 
 
ใน ปัจจุบันการตรวจแบบความไวสูง (ultra-sensitive) ได้ถูกนำมาใช้ วิธีดังกล่าวสามารถตรวจพบปริมาณไวรัสได้ถึงแม้จะมีอยู่ในปริมาณที่น้อยเพียง แค่ 50 copies/ml หากผู้ป่วยมีปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 copies/ml มักจะเรียกเพียงแค่ undetectable ซึ่งหมายถึงไม่สามารถตรวจพบได้ โดยทั่วไปการมีผลตรวจเป็น undetectable ถือเป็นจุดหมายหลักของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 
 
ทำความรู้จักกับผลตรวจปริมาณไวรัส 
 
ปริมาณไวรัสมากกว่า 100,000 copies/ml ถือว่ามีปริมาณไวรัสสูง ในขณะที่ผลที่ต่ำกว่า 10,000 copies/ml จะถือว่าต่ำ 
 
อย่าง ไรก็ตามหากผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัส การตรวจหาปริมาณไวรัสจะได้ผลไม่ค่อยคงที่เมื่อเปรียบเทียบในแต่ละครั้ง ซึ่งโดยมากผลดังกล่าวไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยแต่อย่างใด
 
การ วิจัยโดยการตรวจหาปริมาณไวรัสในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสพบว่าการตรวจ หาปริมาณไวรัสสองครั้งจากต ัวอย่างเลือดอันเดียวกันจะให้ผลที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับยาต้านไวรัสจึงไม่ต้องกังวลหากพบว่าปริมาณ ไวรัสเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ไปเป็น 15,000 copies/ml หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นจาก 50,000 ไปเป็น 100,000 copies/ml ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดหากผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัส ถึงแม้จะดูราวกับว่าปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวก็ตาม ค่าดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตที่การตรวจวัดสามารถผิดพลาดได้ 
 
แทนที่ จะสนใจเพียงแค่ค่าปริมาณไวรัสจากการตรวจในแต่ละครั้ง ผู้ป่วยควรจะสังเกตแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของปริมาณไวรัส ในบางครั้งช่วงเวลาที่เจาะเลือดอาจมีผลต่อการตรวจหาปริมาณไวรัส และหากผู้ป่วยกำลังไม่สบายจากการติดเชื้อใดใดก็จะมีผลทำให้ปริมาณไวรัสสูง ขึ้นก่อนที่จะลดลงอีกครั้ง การฉีดวัคซีนก็อาจมีผลต่อปริมาณไวรัสเช่นกัน 
 
ผู้ป่วยควรตั้งข้อสังเกตเอาไว้หากพบว่าปริมาณไวรัสที่ตรวจมีแนวโน้มสูงขึ้น ติดต่อกันหลายเดือน หรือหากพบว่าค่าที่เพิ่มขึ้นนั้นมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ตัวอย่างเช่น การมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ไปเป็น 15,000 ไม่ถือว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใด แต่หากพบว่ามีการเพิ่มขึ้นจาก 5,000ไปเป็น 25,000 แสดงว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น 
 
      Undetectable viral load (ปริมาณไวรัสเป็น undetectable หรือตรวจไม่พบปริมาณไวรัส) 
การ ตรวจหาปริมาณไวรัสจะมีค่าที่ถูกเรียกว่า cut-off point (หมายถึงจุดต่ำสุดที่การวัดนั้นสามารถวัดได้) ค่าที่ต่ำกว่า cut-off point ถือว่าไม่สามารถเชื่อถือค่านั้นได้ ซึ่งอาจเรียกได้อีกอย่างว่า limit of detection (หมายถึงข้อจำกัดของการวัด) วิธีตรวจแบบ PCR จะมี limit of detection อยู่ที่ 50 copies/ml หากปริมาณไวรัสต่ำกว่านี้จะถือว่าเป็น undetectable ซึ่งหมายถึงตรวจไม่พบปริมาณไวรัสนั่นเอง 
 
อย่างไรก็ ตามแม้ว่าปริมาณไวรัสจะต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อ เอชไอวีหายไปจากกระ แสเลือด ยังมีความเป็นไปได้ที่เชื้อเอชไอวีจะยังคงมีอยู่ในเลือดในปริมาณที่ต่ำมากๆ จนไม่สามารถตรวจวัดได้ (เนื่องมาจากข้อจำกัดของวิธีการตรวจวัด) และเนื่องจากการตรวจหาปริมาณไวรัสเป็นเพียงการตรวจหาไวรัสที่อยู่ในเลือดจึง มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณไวรั สในตำแหน่งอื่นของร่างกายเช่นที่ต่อมน้ำเหลืองหรือสารคัดหลั่งอื่นๆอาจมีมาก พอที่จะตรวจพบได้ 
 
การมีปริมาณไวรัสเป็น undetectable มีผลดีอย่างไร 
 
มี เหตุผลสองประการหลักคือ หนึ่ง ค่าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ำจากการเจ็บปวยอันเนื่องมา จากเชื้อเอชไอวี สอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดการดื้อยาต้านไวรัส 
 
เชื้อ เอชไอวีจะเกิดการดื้อยาได้ก็ต่อเมื่อเชื้อยังสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามปกติใน ขณะที่ผู้ป่วยทานยาต้านไว รัสอยู่ หากการเพิ่มจำนวนไวรัสถูกกดให้ต่ำลงมากๆ การที่จะเกิดการดื้อยาก็จะถูกชะลอออกไป หรือแม้แต่ไม่เกิดการดื้อยาขึ้นเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับยาต้านชนิดดังกล่าวยังคงให้ผลดีอยู่ 
 
จาก เหตุผลดังกล่าว แพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อเอชไอวีจึงตั้งเป้าหมายของการรักษา ไว้ที่การทำให้ปริมาณไวรัสเป็ น undetectable ให้เร็วที่สุด เช่นภายใน 24 สัปดาห์ภายหลังเริ่มให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วย 
 
ผู้ป่วยบางคนอาจใช้ เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 6 เดือนในการไปถึงจุดดังกล่าว ในขณะที่บางคนอาจใช้เวลาแค่ 4 ถึง 12 สัปดาห์ หรืออาจเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถไปถึงจุดดังกล่าวเลย 
 
Viral load blips (การมีปริมาณไวรัสกระโดดสูงขึ้น) 
 
ถึง แม้ผู้ป่วยจะมีปริมาณไวรัสอยู่ในระดับ undetectable การตรวจในบางครั้งอาจพบว่ามีค่าสูงกว่า 50 copies/ml ไปเป็น 100 หรือ 200 copies/ml ก่อนที่จะหล่นกลับมาอยู่ที่ undetectable อีกครั้ง ปรากฎการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Viral load blips ซึ่งไม่ได้บ่งว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสล้มเหลวแต่อย่างใด โดยมากการเกิด blips มักจะเป็นผลจากความผิดพลาดในการตรวจวัดโดยห้องปฏิบัติการ 
 
ปริมาณไวรัสในผู้หญิง 
 
ผู้หญิง มักจะมีปริมาณไวรัสต่ำกว่าผู้ชายที่มีค่า CD4 ใกล้เคียงกัน ซึ่งปรากฏการณืดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อการดำเนินโรคแต่อย่างใดและ เหตุผลของปรากฏการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเป็นไปได้ว่าผู้หญิงมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่าหรือการเพิ่มจำนวน ของไวรัสในผู้หญิงต่ำกว่าโดยธรร มชาติเอง 
 
Log viral load คืออะไร 
 
ในบางครั้งปริมาณไวรัสอาจแสดงเป้นค่า log เนื่องมาจากค่าดังกล่าวสามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้ถึง 10 เท่า 
โดย ปกติค่าจะแสดงเป็น log ฐาน 10 นั่นคือ 1.0 log มีค่าเท่ากับ 10, 2.0 log มีค่าเท่ากับ 10 ยกกำลัง 2 ซึ่งก็คือ 100, 3.0 log จะเท่ากับ 1000, 4.0 log จะเท่ากับ 10000 และ 5.0 log จะเท่ากับ 100000 
 
หากผู้ป่วยมีค่า 3.5 log ก็หมายความว่ามีปริมาณไวรัสมากกว่า 3.0 log ถึง 5 เท่า 
 
บางครั้งการใช้ค่า log จึงง่ายต่อการอ่านผลการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการดูเป็นจำนวน copies/ml 
 
สรุป 
 
ไวรัส โหลดคือจำนวนของไวรัสต่อเลือดโดยประมาณ1หยดครับ เช่นถ้าหมอบอกว่ามีไวรัส5000 ก็คือในเลือดเรามีไวรัสอยู่5000ตัวต่อเหลือด1หยดครับ ไวรัสต่ำกว่า30000เรียกว่าน้อย 100000ขึ้นไปเรียกว่าเยอะ
 
การตรวจหาไวรัสที่เขาตรวจกันก็เพื่อดูว่าcd4เราจะตกลงเร็วแค่ไหน แบบว่าไวรัสเยอะก็ตกเร็วกว่าพวกไวรัสน้อย 
 
การ ตรวจไวรัสโหลดจริงๆแล้วไม่จำเป็น แต่ถ้าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน สำหรับผม รู้ไว้ก็ดีคะ โดยเฉพาะเวลาที่cd4อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวแบบ350-200 เพราะถ้าcd4อยู่ในช่วงนี้แต่ไวรัสไม่พุ่งเป็นแสน ก็ยังยืดเวลารับยาต้านได้บ้าง แต่ในทางกลับกัน ถ้าcd4อยู่ในช่วง350-200 แต่ไวรัสเป็นแสนเป็นล้าน อย่างนั้นก็ควรเริ่มยาต้านได้เลยคะ
 
การดูแลภูต้านทานที่แข็งแรง เสมือนเกราะคุ้มครองโรค

 

 

 

 

สนใจเข้าร่วมธุรกิจ ติดต่อ ปวันรัตน์ (อู๊ด) 081-562-5177 Line ID : 4life4good